นายกฯ สั่งดำเนินคดีเด็ดขาดผู้ลักลอบขายน้ำมันไปกัมพูชา “เอกนิติ” สั่งปรับลดค่าการกลั่น-การตลาด เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เสนอ ครม. 6 เม.ย. นี้

(2 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเรือไทยลักลอบนำน้ำมันไปขายให้ประเทศกัมพูชา ว่า ได้สั่งการให้ตั้งหน่วยจับกุมผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาและลักลอบนำออกไปขาย จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นรูปแบบบริษัท ส่วนปริมาณน้ำมันที่ลักลอบนำไปขายขอพิจารณาในรายละเอียดก่อน ยืนยันว่า การจะดำเนินการใด ๆ ต้องมีการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจนั้นผิดพลาด ส่วนกรณีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท ขณะนี้เรื่องอยู่ที่การนำเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลต้องหาช่องทางลดภาระของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความมั่นใจในการป้องกันการกักตุน ส่วนจะมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ขณะนี้ยืนยันว่าจะใช้ทุกวิถีทาง แต่ต้องพิจารณากรอบวินัยการเงินการคลัง รายได้ของรัฐ และค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ แต่สุดท้ายมีเป้าหมาย คือ การดูแลประชาชน ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน หรือกลุ่มธุรกิจอื่นเหนือกว่าประชาชนอย่างแน่นอน

สำหรับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน รายงานว่า ข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน 2569 หลังการแถลงของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนในระดับที่สูง โดยน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ขึ้นไปแตะ 103 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 131 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศไทย มีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 106 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 30 วัน ซึ่งยังคงมีการจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ส่วนข้อมูลการผลิตและจำหน่าย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.73 ล้านลิตร และจำหน่าย 82.54 ล้านลิตร ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 เมษายน 2569 ติดลบ 48,217 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,442 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สามารถผลิตน้ำมันดีเซล B20 ได้แล้วล็อตแรก 35,000 ลิตร โดยจำหน่ายผ่านคลัง และเตรียมเปิดจำหน่ายในสถานีบริการภายในเดือนเมษายนนี้ โดยรถยนต์ที่จะใช้ต้องเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร เครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการใช้น้ำมันดีเซล B20 เป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานที่คำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ครั้งที่ 1 โดยมีนางศุภจี 
สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม โดยนายเอกนิติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบันพบว่า อัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ อาจอยู่ในระดับที่สูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง หรือ “War Premium” เข้าไปในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาหน้าสถานีบริการ ซึ่งในทางปฏิบัติ โรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว มีแหล่งจัดหาอื่นมาเสริมด้วย รวมถึงต้นทุนบางส่วน อาทิ ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย ที่ไม่ควรนำมารวมคำนวณในราคาขายแต่ยังถูกนับรวมอยู่ ในส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป ทำให้ที่ประชุมมีข้อสรุปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ 3 ข้อหลัก ได้แก่

1. ปรับลดค่าการกลั่น ให้กลับไปจัดทำตัวเลขใหม่โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง
2. หาต้นทุน War Premium ที่แท้จริง โดยให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อประเมินค่า War Premium ตามความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันมีการอ้างถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ยังไม่มีความชัดเจนในตัวเลข
3. ทบทวนค่าการตลาด สั่งการให้ไปคำนวณอัตราค่าการตลาดใหม่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมีการกำหนดเพดานและขั้นต่ำของค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยจะนำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมากำหนดเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายน 2569 และจะประชุมกันอีกครั้ง แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่ตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดในครั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมถึงรัฐบาลจะพิจารณาใช้กลไกอื่นร่วมด้วย ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการด้านภาษี เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมที่สุด

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 2 เมษายน 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร ถือว่าไม่สูงเกินไป และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยศึกษาไว้ 
โดยมีการคิดรวมต้นทุนที่สถานีบริการต้องใช้ อาทิ ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ พบว่าค่าการตลาดควรอยู่ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร ซึ่งได้กำกับดูแลไม่ให้ค่าการตลาดเกินระดับของผลการศึกษา ส่วนประเด็นตัวเลขค่าการกลั่นนั้น ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาท แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ใกล้เคียงกับค่าการตลาด โดยขณะนี้ได้ขอให้โรงกลั่นชี้แจงต้นทุนช่วงวิกฤติที่เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อนำมาหาตัวเลขกำไรสุทธิ (Windfall Profit) ที่แท้จริงสำหรับใช้คำนวณเพดานและขั้นต่ำต่อไป


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ข่าวภาครัฐที่น่าสนใจ