ครม.เห็นชอบการให้การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง

วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
    
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่อห้ามสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงที่เป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล โดยการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 17 มิถุนายน 2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ที่มีมติรับรองพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 1A ของความตกลง WTO (Multilateral Agreements on Trade in Goods) พิธีสารดังกล่าว โดยความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ) โดยความตกลงฯ จะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น และจะบังคับใช้กับสมาชิกที่ให้การยอมรับหลังจากความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้วทันที ซึ่งปัจจุบันความตกลงฯ มีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม WTO และสมาชิกที่ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้วได้ผลักดันให้สมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการภายในเพื่อสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

“ความตกลงฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและประเทศไทยจะปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกโดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงฯ จะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความตกลงฯ ไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การกำจัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลงฯ เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164235


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar