<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ทันข่าว]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/index/id/33</link>
<atom:link href="https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/index/id/33" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ขสมก. คุมเข้มวินัยจราจร ส่ง “สายตรวจพิเศษ - นายตรวจเขต” ประจำการณ์จุดตัดทางรถไฟ ลงตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถ 100% ย้ำมาตรการตรวจแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504431</link>
<guid isPermaLink="false">4526131184f04430ab20c02b8aba2e8c</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กระทรวงคมนาคม เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัยเชิงรุกอย่างเข้มงวด มอบหมายเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษและนายตรวจเขตลงพื้นที่ประจำจุดตัดทางรถไฟ ควบคู่คุมเข้มวินัยพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร</p>

<p>วานนี้ (18 พฤษภาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สื่อมวลชน กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ โดยในงานแถลงข่าวดังกล่าว ขสมก. ได้ตอกย้ำถึงมาตรการส่งเจ้าหน้าที่เข้าดูแลเยียวยาผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิดที่สุด พร้อมทั้งส่งสายตรวจพิเศษลงประจำจุดเสี่ยงบริเวณทางตัดรถไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้รถโดยสารจอดคร่อมทางรถไฟอย่างเด็ดขาด</p>

<p>นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวว่า ขสมก. ได้จัดสายตรวจพิเศษและนายตรวจเขตลงพื้นที่เข้าปฏิบัติภารกิจประจำจุดตัดถนนกับทางรถไฟที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนขั้นแรกที่จะสามารถช่วยป้องกันเหตุอันตรายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้ ยังกำชับแนวทางปฏิบัติไปยังพนักงานขับรถ และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ซึ่งถือเป็นบุคลากรหัวใจสำคัญที่สุดในการปฏิบัติงาน โดยมุ่งเน้นให้ปฏิบัติหน้าที่และให้บริการต่อพี่น้องประชาชนด้วยความไม่ประมาท ตระหนักถึงความปลอดภัย และเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎวินัยจราจรอย่างที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่า ขสมก. มีมาตรการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และได้เพิ่มมาตรการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของพนักงานขับรถทุกคน 100% หากตรวจพบว่าพนักงานรายใดฝ่าฝืนหรือมีผลตรวจเป็นพิษ จะมีคำสั่งลงโทษทางวินัยและสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่ขับรถทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น สำหรับผู้บาดเจ็บ ผู้อำนวยการ ขสมก. ได้มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และมอบหมายให้คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยมอบของช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และรับฟังความต้องการรวมถึงแจ้งแนวทางการช่วยเหลือ เพื่อเยียวยาในทุกมิติต่อไป</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164224">https://www.thaigov.go.th/th/news/164224</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519661365b821dbdb8b21db9a3f97cb002c133231.jpg' type='image/jpg' length='260661' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504376</link>
<guid isPermaLink="false">3a482ccc876b877589780efd6d35f94c</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์</p>

<p>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย &quot;บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน&quot; สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 &ndash; 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ</p>

<p>นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม</p>

<p>ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น &nbsp;2 ด้าน ได้แก่</p>

<p>ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน</p>

<p>ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi &ldquo;Year of Omotenashi Service&rdquo; คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้</p>

<p>1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว</p>

<p>2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)</p>

<p>ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย<br />
<br />
ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม</p>

<p>รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด</p>

<p>อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164219">https://www.thaigov.go.th/th/news/164219</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605191191daba45ed6f174dc74f400c065728111526.jpg' type='image/jpg' length='179231' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ–เซมิคอนดักเตอร์–ซินโครตรอน พร้อมขยายผล KOSEN ขับเคลื่อน New Growth Engine แห่งอนาคต]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504374</link>
<guid isPermaLink="false">350236e5b37a56ae51a54e4458bf0b41</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย</h3>

<p>เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้าน อววน. ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในสาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยเทคโนโลยีอวกาศ แสงซินโครตรอน และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมี มี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางวัฒนา โสภีสุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ พว. สอวช. สซ. สทอภ. และ สดร. ณ ห้องรับรองพระจอมเกล้า ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)</p>

<p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคตและสร้าง New Growth Engine ให้แก่ประเทศ โดยญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีความเชี่ยวชาญสูงในหลายสาขา และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของไทยในระยะยาว การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและญี่ปุ่นในการยกระดับความร่วมมือด้าน อววน. โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนากำลังคน และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>

<p>ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในด้านการพัฒนากำลังคน การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทย โดยมีการเปิดหลักสูตร ณ สจล. และ มจธ. โดยไทยมีแผนขยายผลในระยะที่ 2 โดยอาจเปิดหลักสูตรเพิ่มเติม ณ สถาบันอุดมศึกษาอื่น 1&ndash;2 แห่ง ทั้งนี้ อว. ได้หารือกับ National Institute of Technology (NIT) ของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันการรับรองหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยให้เทียบเท่ากับการรับรองหลักสูตรในญี่ปุ่นต่อไป</p>

<p>นอกจากนี้ ด้านผู้แทนของหน่วยงานในสังกัด อว. ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเรดาร์ (SAR) ในการยกระดับประสิทธิภาพการติดตามพื้นที่ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สำคัญต่อการวิจัยและอุตสาหกรรมของประเทศ และความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับ Internet of Things หรือ IoT เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ&nbsp;</p>

<p>ด้าน H.E. Mr. Otaka Masato กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นเชี่ยวชาญและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไทยก็มองเห็นอุตสาหกรรมอวกาศเป็นโอกาสที่จะสามารถพัฒนาให้เติบโตได้ในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ดาวเทียมและข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อการเกษตร การเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคม</p>

<p>ด้าน H.E. Mr. Otaka Masato กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นเชี่ยวชาญและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไทยก็มองเห็นอุตสาหกรรมอวกาศเป็นโอกาสที่จะสามารถพัฒนาให้เติบโตได้ในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ดาวเทียมและข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อการเกษตร การเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคม</p>

<p>ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ญี่ปุ่นได้นำส่งร่างเอกสารให้ฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว ซึ่งปลัดกระทรวง อว. ให้ข้อมูลว่า อว. ได้พิจารณาร่างดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป&nbsp;</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164220">https://www.thaigov.go.th/th/news/164220</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605190b2521f4763140c0465863c02d517d11110917.jpg' type='image/jpg' length='130036' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["อัครนันท์" ปลุกชีพ! ไม่ใช่แค่ดูดาว ศธ. ชู "ท้องฟ้าจำลอง" โมเดลต้นแบบ เปิดประตูเรียนรู้ทุกวัย ไร้ขีดจำกัด]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504327</link>
<guid isPermaLink="false">f9e588d6e37f1f1e28e0b688ba198afb</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนายกระดับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)</h3>

<p>เมื่อวานนี้ (วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนายกระดับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ครั้งที่ 1 พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายภาควัต ศรีสุรพล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช.ศธ. และ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 7 อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)</p>

<p><br />
​รมช.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญในการปรับเปลี่ยนบทบาทของแหล่งเรียนรู้ จากพื้นที่จัดแสดงองค์ความรู้แบบดั้งเดิม ไปสู่ &ldquo;ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต&rdquo; ภายใต้โครงการยกระดับพิพิธภัณฑ์ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ (From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center) โดยมุ่งหวังให้ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นมากกว่าสถานที่จัดแสดง แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ ทั้งการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม</p>

<p>​รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกลไกการขับเคลื่อนระดับประเทศ โดยกำหนดแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2570 - 2574) ซึ่งจะใช้ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นศูนย์กลางต้นแบบ และขยายผลไปยังเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอีก 20 แห่ง ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 &quot;การวางรากฐาน&quot; (ปีที่ 1-2) มุ่งสำรวจศักยภาพและพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ระยะที่ 2 &quot;การยกระดับ&quot; (ปีที่ 3-4) เน้นการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และระยะที่ 3 &quot;การสร้างความยั่งยืน&quot; (ปีที่ 5) เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการที่มั่นคงและขยายผลสู่ระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>​รมช.ศธ. กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า &quot;การยกระดับศูนย์การเรียนรู้ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกสู่อนาคตที่จะช่วยเชื่อมโยงและพัฒนาศักยภาพของประชาชน ทำให้คนไทยเกิดแรงบันดาลใจและสามารถเข้าถึงการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตได้อย่างไร้ขีดจำกัด กระทรวงศึกษาธิการเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้ จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง ยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ไทย และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป&quot;</p>

<p>กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน<br />
20/5/2569</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164216">https://www.thaigov.go.th/th/news/164216</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/2026051949f1d89be3873822253f9c11ec2baca8101449.jpg' type='image/jpg' length='131691' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ขร. ร่วมกับ JICA สานนโยบายรถไฟฟ้า เร่งกำกับการให้บริการ-ยกระดับคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย มุ่งเป้าสร้าง “สังคมระบบขนส่งสาธารณะ” ที่ยั่งยืนภายใต้ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504312</link>
<guid isPermaLink="false">4a2eb88619a5ab2bf81fc041f9c3a0bb</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 &nbsp;ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางราง (ขร.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) จัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางเทคนิค (The 3rd Technical Advisory Committee : TAC) ครั้งที่ 3 ณ ห้องประชุมมนังคสิลา ชั้น 2 ขร. เพื่อพิจารณาร่างนโยบายการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในอนาคต (Future Urban Railway Policy) ภายใต้แผนแม่บท M - MAP 2 โดยมุ่งเน้นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ในการกำกับดูแลผู้ให้บริการและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้โดยสาร โดยมี นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานให้บริการเดินรถไฟฟ้า เข้าร่วมประชุม</p>

<p>การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคลากรสำคัญจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษ JICA สำนักงานประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถเมล์โดยสารเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมย้ำเตือนให้ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเป็นอันดับแรก อีกทั้งเน้นย้ำถึงกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ภายใต้แผน M - MAP 2 ใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายโครงข่ายเพื่อลดความแออัดในพื้นที่เมืองชั้นใน การเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อระหว่างระบบราง รถประจำทาง และเรือ และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางผ่าน 5 มิติสำคัญ (5T) คือ Tracks (ทางรถไฟ), Terminal Stations (สถานีปลายทาง), Trains (ขบวนรถไฟ), Ticketing (ระบบตั๋ว) และ TOD เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>

<p>นายพิเชฐ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการหารือในวันนี้คือการยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการบริหารจัดการ ผ่านการใช้อำนาจในการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด</p>

<p>นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การสร้างทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่คือการกำกับดูแลให้ระบบที่มีอยู่เดิมและที่จะเกิดขึ้นใหม่ มีมาตรฐานการบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง</p>

<p>กรมการขนส่งทางรางพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ &ldquo;องค์กรกำกับดูแล (Regulator)&rdquo; เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนและการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการมุ่งสู่การเป็นฟันเฟืองหลัก ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164210">https://www.thaigov.go.th/th/news/164210</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519b0ca19cdde7d63000ae73e4e236c33c5095915.jpg' type='image/jpg' length='190522' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ยศชนัน‘ จับมือ ศธ. เปิดงาน ‘Museum to Life Long Learning Ecosystem’ ชู “แรงบันดาลใจ–ความหวัง” สร้างพื้นที่เรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504257</link>
<guid isPermaLink="false">5ec4b61340e38b0e4f2fa7ea872ad8b1</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมพิธีเปิดงาน Kick Off &quot;From Museum to Lifelong Learning Ecosystem&quot; โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้</h3>

<p>วันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมพิธีเปิดงาน Kick Off &quot;From Museum to Lifelong Learning Ecosystem&quot; โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธาน ณ ห้องมหกรรม ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (อาคาร 2) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการพัฒนา &ldquo;Human Capital Superboard&rdquo; เป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง โดยมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่ระบบการศึกษา ว่าเด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการค้นหาตัวตนและเส้นทางชีวิตอย่างไร ซึ่งปัจจุบันเด็กจำนวนมากรู้จักอาชีพจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เช่น อาชีพของพ่อแม่ หรือบุคคลในสื่อต่าง ๆ ทำให้บางคนมีต้นแบบและแรงบันดาลใจ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีเด็กอีกไม่น้อยที่ไม่เห็นภาพอนาคตของตนเอง ดังนั้น &ldquo;แรงบันดาลใจ&rdquo; จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ช่วยให้เด็กกล้าคิด กล้าฝัน และกล้าบอกถึงสิ่งที่ตนอยากเป็น&nbsp;</p>

<p>ในโอกาสที่ได้มาเปิดพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ หรือ &ldquo;ท้องฟ้าจำลอง&rdquo; ในครั้งนี้ จึงเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยจำนวนมาก และกำลังถูกยกระดับให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงานและต้องการเริ่มต้นใหม่ สอดคล้องกับแนวคิด &ldquo;Life Long Learning&rdquo; หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ และขอย้ำว่า เราสามารถสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ให้กับประชากรกว่า 60 ล้านคนได้ เพียงแค่อาศัยเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้ง TK Park หน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. สถาบันการศึกษา ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างทั่วถึง</p>

<p>&quot;ในโลกยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นในแต่ละอาชีพมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ กฎหมาย ศิลปะ หรือดนตรี ต่างก็ต้องการพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน จึงเป็นโอกาสสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกช่วงวัยสามารถลุกขึ้นมาเรียนรู้ใหม่ได้อีกครั้ง ท้ายสุดนี้ ขอชื่นชมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ทันสมัย และการลงพื้นที่ไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล&quot; รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว</p>

<p>รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 60 ปี ที่ &quot;ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ&quot; ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ด้วยพระราชประสงค์ที่จะเปิดโลกวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย</p>

<p>&quot;กระทรวงศึกษาธิการ ต้องการเปลี่ยน &#39;พิพิธภัณฑ์&#39; ให้ทันโลก ให้เป็นพื้นที่ที่คนอยากมา เพราะสนุก ได้ความรู้ ได้เปิดโลก และเปิดประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ จึงดำเนินโครงการฯ เพื่อยกระดับให้พิพิธภัณฑ์เดิม กลายเป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, Virtual Reality, Augmented Reality, Metaverse และ Immersive Learning มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ ดังเช่นพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ ที่พัฒนาจนกลายเป็น Landmark สำหรับการเรียนรู้ที่มีชีวิตสำหรับคนทุกช่วงวัยจะต้องไป อาทิ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งลอนดอน (Science Museum London), สถาบันสมิธโซเนียน ในสหรัฐอเมริกา และ Science Centre Singapore ในสิงคโปร์</p>

<p>การพลิกโฉม &quot;ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ&quot; ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ &quot;All for Education&quot; โดยสร้างพื้นที่ในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตสำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมเชื่อมโยงไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ ขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชนและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนในจังหวัดห่างไกล ได้มีโอกาสเปิดโลกเปิดประสบการณ์ และได้รับแรงบันดาลใจเหมือนกับเด็กในเมืองด้วยเช่นกัน&quot; รมว.ศธ.กล่าว</p>

<p>สำหรับกิจกรรมภายในงาน ระหว่างวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2569 ประกอบด้วย นิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยี STEM, กิจกรรม Coding, Robot และ Drone ตลอดจนด้านศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กีฬา และสุขภาวะต่าง ๆ&nbsp;<br />
<br />
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน<br />
18/5/2569</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164205">https://www.thaigov.go.th/th/news/164205</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605197dfda0b9dd2ee0052264f7510379ef60090614.jpg' type='image/jpg' length='122912' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กระทรวงยุติธรรม พร้อม 4 กระทรวงหลัก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงขบวนการ “ประวิงเวลา-กักตุนน้ำมัน” ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤต]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504235</link>
<guid isPermaLink="false">f084721f839cedc33119b718bd3342af</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 08:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมาย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง &nbsp;แถลงข่าวการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเอง มีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</p>

<p>โอกาส​นี้​ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา &ldquo;ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo; และข้อหา &ldquo;ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี &nbsp;หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo; โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด</p>

<p>ทั้งนี้ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะคณะทำงานตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลง 20 มีนาคม 2569 ได้สั่งเร่งรัดการตรวจสอบสืบสวนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องที่นำความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายให้ พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมการปกครอง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบจนพบว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 - 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2 % นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลา เพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไรราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุนน้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวนน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการน้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164186">https://www.thaigov.go.th/th/news/164186</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/2026051907181cadac1e385b7dacb92c538f0ca1082406.jpg' type='image/jpg' length='186667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ"]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504233</link>
<guid isPermaLink="false">0e810289d17262034a6786aabb0f41f1</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 08:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาในรูปแบบ Round Table หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย &quot;ฐานเศรษฐกิจ&quot; ว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตนกลับมองว่าเป็นจังหวะและโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการปรับโครงสร้างพลังงานและกติกาต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ต้องมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง</p>

<p>&quot;แผน PDP ปัจจุบันถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งถือว่าล่าช้าและไม่ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ขอยืนยันว่า แผน PDP ฉบับใหม่ต้องคลอดออกมาโดยเร็ว แม้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ก็ต้องเร่งทำเพื่อเป็นแนวทางหลัก และสามารถปรับปรุงแก้ไขให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ในภายหลัง&quot;</p>

<p>ผุด SPR รื้อสูตรราคาหน้าโรงกลั่น<br />
ประเด็นที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมามีจังหวะที่ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลต่อซัพพลายน้ำมันดิบที่ไทยต้องนำเข้ากว่า 90% ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งทำคือการสร้าง การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR)</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรพึ่งพาเพียงการสำรองตามกฎหมายจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่รัฐควรมีส่วนร่วมในการสำรองน้ำมันของประเทศเอง โดยอาจดึงผู้ผลิตจากตะวันออกกลางมาใช้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเก็บสำรองน้ำมันเพื่อกระจายในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงไปพร้อมกัน</p>

<p>&quot;ในตะวันอิกกลางมีน้ำมันเยอะเขาก็กังวลว่าจะไม่สามารถเอาน้ำมันมาขายได้ กระทบเศรษฐกิจในอนาคตและจะทำอาชีพอะไร การเอาน้ำมันมาเก็บในภูมิภาคเราอาจเป็นไปได้ &nbsp;และไทยอาจจะเป็นที่น่าสนใจ เพราะเราเป็นประเทศที่สงบ ยุทธศาสตร์เราดี โดยเขาลงทุนน้ำมันสำรองและเราก็ใช้ได้ จึงต้องพูดคุยและเจรจากันดีๆ&quot;</p>

<p>นอกจากนี้ ยังเตรียมทบทวนกลไกการกำหนดราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ และการใช้กลไกภาษีลาภลอย ในรูปแบบการเก็บประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นในช่วงวิกฤต เพื่อนำมาลดภาระผู้ใช้รถยนต์และสร้างความสมดุลในระบบควบคู่ไปกับการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อลดการนำเข้าและอุดหนุนเกษตรกรไทย</p>

<p>ส่วนการปฏิรูปไฟฟ้า &quot;ปลดล็อกโซลาร์เสรี-สมาร์ทกริด&quot;<br />
ในด้านไฟฟ้า พร้อมชูการเดินหน้าสู่ Electrification และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำ Grid Modernization หรือการปรับปรุงโครงข่ายสายส่งและระบบจำหน่ายให้เป็น Smart Grid เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเน้นการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันจะไม่ใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท</p>

<p>&quot;แม้คนจะตื่นเต้นกับ พรก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่จริงๆ แล้วไทยกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลปีละ 7-8 แสนล้านบาทมาต่อเนื่องกว่า 20 ปีแล้ว รัฐบาลมีแนวคิดจะใช้เงินกู้ส่วนหนึ่งมาช่วยสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน ในรูปแบบของ Cashback หรือเงินอุดหนุน ให้กับประชาชนโดยตรง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ เน้นย้ำว่าเงินกู้นี้ต้องส่งถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านมือใคร เพื่อความโปร่งใส&quot;</p>

<p>สำหรับไฮไลต์สำคัญคือการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ 1. ลดขั้นตอนการขออนุญาต จากเดิมที่ต้องรอนานกว่า 1 ปี ให้เหลือไม่เกิน 1 เดือน หรืออาจเร็วที่สุดเพียง 7 วัน ผ่านระบบ One Stop Service&nbsp;<br />
2. มาตรการจูงใจทางการเงิน เตรียมหารือกับธนาคารเพื่อทำแพ็กเกจดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ (ESS) รวมถึงอาจมีเงินอุดหนุนในรูปแบบ Cashback ถึงมือประชาชนโดยตรง&nbsp;<br />
3. ราคารับซื้อไฟคืน คงราคารับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย และเตรียมขยายโควตาการรับซื้อให้มากขึ้นจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ เมื่อเต็มก็ขยายการรับซื้อครั้งละ 500 เมกะวัตต์<br />
4. Third Party Access ปลดล็อกให้เอกชนสามารถใช้โครงข่ายสายส่งของการไฟฟ้าเพื่อส่งจ่ายไฟฟ้าสะอาดให้กันได้โดยจ่ายค่าผ่านทาง (Wheeling Charge)</p>

<p>จัดระเบียบ Data Center สร้างมูลค่าเพิ่ม-อุ้มค่าไฟ<br />
อย่างไรก็ตาม การลงทุน Data Center ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร (ที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ) เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ มีการกำหนดเงื่อนไขว่า Data Center จะต้องช่วยแบกรับภาระและรับผิดชอบต่อระบบ แนวทางสำคัญคือการให้ Data Center ยอมรับซื้อไฟในราคาที่อาจจะสูงกว่า (Reflect ต้นทุนจริงที่สูงขึ้นจากการนำเข้า LNG) เพื่อนำส่วนต่างนั้นมาช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย นอกจากนี้ Data Center จะต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนา Smart Grid และโครงข่ายไฟฟ้าสะอาดของประเทศด้วย</p>

<p>&quot;กระแสการลงทุน Data Center ที่กำลังเข้ามาในไทย ต้องมีการบริหารจัดการอย่างรัดกุม แม้จะเป็นโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ Data Center ใช้ไฟและน้ำมหาศาล จึงอาจกำหนดเงื่อนไขในการขอรับส่งเสริมการลงทุนและขอใช้ไฟว่า Data Center ต้องรับผิดชอบต่อระบบ เช่น การช่วยลงทุนใน Smart Grid หรือการยอมรับซื้อไฟในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงที่สูงกว่า เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย&quot;</p>

<p>นอกจากนี้ เพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอย่างยั่งยืน การเร่งสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ ทั้งในอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน และพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา หากสามารถเพิ่มสัดส่วนก๊าซในประเทศจาก 60% เป็น 100% ได้ จะช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้าที่มีราคาผันผวนและสูงกว่าก๊าซในประเทศกว่าเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟถูกลงอย่างเป็นระบบ</p>

<p>นอกจากนี้ ประเทศไทยมีน้ำเพียงพอแต่ขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมในฤดูกาลที่น้ำเยอะและขาดแคลนในฤดูแล้งเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อมีการเข้ามาของอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง Data Center ที่ต้องใช้ทั้งไฟและน้ำมหาศาล หัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างเพียงพอเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ</p>

<p>อีกทั้ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ยังมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการที่ดินและที่สาธารณะ ซึ่งปัญหาสำคัญคือเรื่องลำรางหรือที่สาธารณะในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งการขอแลกเปลี่ยนหรือบริหารจัดการเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนมักใช้เวลานานมาก บางกรณีสูงถึง 10 ปี นอกจากนี้ ราคาที่ดินใน EEC ที่สูงมากยังเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่</p>

<p><br />
&quot;ปัญหาของประเทศไม่ใช่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่คือรู้แล้วพูดแล้วไม่ทำ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการทุกเรื่องที่กล่าวมาให้เห็นผลภายในกรอบเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างพลังงานที่มั่นคงและเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง&quot;</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164187">https://www.thaigov.go.th/th/news/164187</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605196c54d651ff89c59fcff617eb0f5119db082123.jpg' type='image/jpg' length='850891' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ. รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.3 นอกชายฝั่งเมียนมา ไทยรับรู้แรงสั่นไหว 4 จังหวัด - ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย กำชับจังหวัดติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/504065</link>
<guid isPermaLink="false">43842134d61684c3055d7d787ac7c1e9</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 15:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (18 พ.ค. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเหตุแผ่นดินไหวในทะเลขนาด 5.3 บริเวณใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง กรุงเทพมหานคร และนนทบุรี รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เบื้องต้นไม่มีรายงานความเสียหายในพื้นที่</p>

<p>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับรายงานจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ว่าเมื่อเวลา 09.05 น. ของวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 5.3 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร บริเวณใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา (ห่างจากกลุ่มรอยเลื่อนสะกายประมาณ 23 กิโลเมตร) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ห่างจากประเทศไทยออกไปประมาณ 247 กิโลเมตร ทั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย</p>

<p>เบื้องต้นมีประชาชนสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ใน 4 จังหวัด และยังไม่มีรายงานความเสียหาย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (อ.เมือง) จังหวัดลำปาง (อ.เมือง) จังหวัดนนทบุรี (อ.บางกรวย) รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (เขตบางรัก บางพลัด ดอนเมือง ปทุมวัน สาทร คลองเตย จตุจักร ทุ่งครุ บางซื่อ ห้วยขวาง สีลม บางกอกน้อย ธนบุรี พระโขนง พญาไท หลักสี่ และภาษีเจริญ)</p>

<p>ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การแจ้งเตือนเหตุแผ่นดินไหว ผ่านระบบ Cell Broadcast กรมอุตุนิยมวิทยา จะเป็นหน่วยงานแรกที่ทำการแจ้งประชาชน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะแจ้งข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยให้ประชาชนทราบ โดยมีเกณฑ์ที่จะทำการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ดังนี้ กรณีเกิดแผ่นดินไหวบนบกในประเทศ: ขนาดตั้งแต่ 4.0 ขึ้นไป ,เกิดแผ่นดินไหวบนบกในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ขนาดตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป และเกิดแผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน: ขนาดตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป</p>

<p>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานกำชับให้จังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบสถานการณ์เพื่อลดความตื่นตระหนก รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย และการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการ ส่วนบริเวณใดได้รับผลกระทบให้สำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด</p>

<p>ท้ายนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน &ldquo;THAI DISASTER ALERT&rdquo; และแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260518ecb980b95fe6ded70ae92e2e4406e1b4154134.jpg' type='image/jpg' length='74564' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ. แจ้ง 6 จังหวัดภาคกลาง และ กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ น้ำทะเลหนุนสูงช่วงวันที่ 17 – 24 พ.ค. 69]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/503854</link>
<guid isPermaLink="false">9cb377315a9248b6d51e46888913a9e1</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (15 พ.ค. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่ง และระดับน้ำในแม่น้ำ/คลอง สูงขึ้นไหลท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกคันกั้นน้ำ ในช่วงวันที่ 17 - 24 พฤษภาคม 2569 โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบกิจการริมน้ำ และประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด</p>

<p>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะระดับน้ำ ประกอบกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้มีประกาศเรื่อง สภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง ในวันที่ 17 - 24 พ.ค. 69 (ฉบับที่ 6/2569) ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 แจ้งว่า</p>

<p>ช่วงวันที่ 17 - 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 - 00.30 น. เป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูง และคาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่ง และระดับน้ำในแม่น้ำ/คลองเพิ่มสูงขึ้น ประมาณ 1.80 - 1.90 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ซึ่งสูงกว่าแนวน้ำวิกฤตประมาณ 0.10 - 0.20 เมตร อาจส่งผลให้เกิดสภาวะระดับน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ/คลอง รวมถึงชุมชนนอกคันกั้นน้ำ และบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร</p>

<p>โดยพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 17 - 24 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก) จังหวัดนนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี ปากเกร็ด และอำเภอบางกรวย) จังหวัดนครปฐม (อำเภอบางเลน นครชัยศรี และอำเภอสามพราน) จังหวัดสมุทรสาคร (ทุกอำเภอ) จังหวัดสมุทรสงคราม (ทุกอำเภอ) และจังหวัดสมุทรปราการ (อำเภอเมืองสมุทรปราการ พระสมุทรเจดีย์ พระประแดง และอำเภอบางบ่อ) รวมทั้งกรุงเทพมหานคร</p>

<p>กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 6 จังหวัดในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยกำชับให้ติดตามสถานการณ์ สภาวะระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ/คลอง เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที</p>

<p>ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนเตรียมยกของขึ้นที่สูง ตรวจสอบปลั๊กและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่พ้นจากน้ำป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสไฟฟ้ารั่ว และและสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน &ldquo;THAI DISASTER ALERT&rdquo; และสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260518e9b79ce64ffc36d14c3a0eb3301d28f7084920.jpg' type='image/jpg' length='62483' />
</item>
</channel>
</rss>
