<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[โครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504593</link>
<guid isPermaLink="false">2876a115f42d07f5e38aac152f12be7c</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 17:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>

<p>โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง</p>

<p>คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)</p>

<p>กระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป</p>

<p>2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)</p>

<p>โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>2.1 ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>2.1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า</p>

<p>1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569</p>

<p>2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569</p>

<p>2.1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน</p>

<p>2.1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)</p>

<p>2.2 กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569</p>

<p>2.3 การใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569</p>

<p>(4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p>1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569</p>

<p>1.1 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345</p>

<p>1.2 Call Center กรมบัญชีกลาง โทร. 0 2270 6400</p>

<p>1.3 สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 0 2126 5800</p>

<p>1.4 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3509 และ 3548</p>

<p>ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์</p>

<p>2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)</p>

<p>2.1 เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40): ติดตามรายละเอียดโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)</p>

<p>และข้อมูลข่าวสารได้ทาง <a href="http://www.xn--b3czb2arbbzn9a6eulf7c.th/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExRWZpVjg0WllXUGFScUt1SHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6whNjV_-hPelFM-mnIw5Ebr2j8S7R20MIoFPB3sr7gG3C2NpTtoQ4-qMHiRA_aem_OwL7uiQONSoXAIU-A40q5g" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">www.ไทยช่วยไทยพลัส.th</a></p>

<p>2.2 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:</p>

<p>2.2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง</p>

<p>2.2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ</p>

<p>และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง</p>

<p>2.3 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:</p>

<p>2.3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; โทร. 0 2111 1122 กด 3</p>

<p>ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง</p>

<p>2.3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง</p>

<p>2.4 สอบถามข้อมูลโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40):</p>

<p>สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 08 5842 7102, 08 5842 7103, 08 5842 7104, 08 5842 7105, 08 5842 7106,</p>

<p>08 5842 7107, 08 5842 7108, 08 5842 7109 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519e52535057172a60ebb7e668184c57ecf173951.jpg' type='image/jpg' length='69131' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["เอกนิติ" เผย ครม. อนุมัติ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือวิกฤตปากท้องค่าครองชีพสูง]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504591</link>
<guid isPermaLink="false">ae6fe1fa80ad995339f58e3a728ab00a</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 17:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม. อนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน&rdquo; เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังส่งผลกระทบเป็นระลอก จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น สู่ต้นทุนสินค้าและบริการที่แพงขึ้น และอาจลุกลามไปสู่ภาวะกำลังซื้อหดตัว หากไม่เร่งดูแลอย่างทันท่วงที</p>

<p>รองนายกฯ ได้ร่วมแถลงข่าวกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยกล่าวว่าโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อ ประคับประคองประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ 60/40 ที่รัฐช่วยจ่าย 60% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยร้านค้ารายเล็กรายน้อยทั่วประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อได้ พร้อมเรียนรู้การค้าขายด้วยระบบดิจิทัลและ AI</p>

<p>รองนายกฯ กล่าวอีกว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือวิกฤตต้นทุนและค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อหดหาย และอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจรายเล็กที่ไม่มีสายป่านยาวพอและส่งผลต่อการจ้างงาน ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยจำนวนมาก เราจึงต้องร่วมกันประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้ประชาชน ร้านค้า และ SMEs ฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605197a89504611527cafa36ffba417e6391b173815.jpg' type='image/jpg' length='32991' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504556</link>
<guid isPermaLink="false">8144e1ddbbecc851ed1ddc4df7d0cf64</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 68.03 ไม่เกินกรอบร้อยละ 70 รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่เสถียรภาพการเงินประเทศ</h3>

<p>วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)&nbsp; วันที่ 19 พ.ค. 2569 ได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล&nbsp;</p>

<p>&quot;การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ&quot; นางสาวรัชดา กล่าว&nbsp;</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;</p>

<p>โดยภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ ได้มีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท&nbsp; เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>นางสาวรัชดา กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)&nbsp;จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03&nbsp;ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต</p>

<p>นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164243">https://www.thaigov.go.th/th/news/164243</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/2026051945001529f13cbc9c441e71b5c1b09057161829.jpg' type='image/jpg' length='74909' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ (กทม.) สั่ง WFH 3 วัน บรรเทาจราจร-เข้มความปลอดภัยช่วงประชุมใหญ่ธนาคารโลก-IMF]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504557</link>
<guid isPermaLink="false">446ed975a96368525cabd4cdcad7b311</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (19 พ.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ</p>

<p>รวมทั้ง อนุมัติให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และให้หน่วยราชการในพื้นที่ กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home)&nbsp; &nbsp;ดังนี้&nbsp;</p>

<p>- วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569&nbsp;</p>

<p>- วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569</p>

<p>- วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569&nbsp;</p>

<p>ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดการประชุมดังกล่าว ขอความร่วมมือให้หน่วยงานแต่ละแห่ง พิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงาน</p>

<p>สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็น หรือมีนัดหมายบริการประชาชนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากการยกเลิกจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน</p>

<p>มาตรการดังกล่าว เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร อำนวยความสะดวกในการเดินทาง และรักษาความปลอดภัยสูงสุดให้แก่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>

<p>&ldquo;คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกตลอดจนผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกผู้นำทางความคิดและนักวิชาการกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 190 ประเทศ เดินทางมาไทยเพื่อประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจการเงินของโลกและแนวทางการรับมือกับความท้าทายในด้านต่าง ๆ&rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164228">https://www.thaigov.go.th/th/news/164228</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/2026051981a195dfb0523eb9f83b77b5e5b46f7a161904.jpg' type='image/jpg' length='68340' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. มอบ ศธ. เจ้าภาพใหญ่ผนึกกำลังหน่วยงาน เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ. เมินออกใบรับรองวุฒิ เหตุเด็กค้างค่าเทอม]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504554</link>
<guid isPermaLink="false">7ba52f483072cb73b6269cf32267652c</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ต้องไม่มีเด็กหลุดจากระบบ</h3>

<p>วันนี้ (19 พ.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้เด็กสามารถนำเอกสารไปรายงานตัวเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&quot;รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Drop Out&nbsp;เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชนตามที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้&quot; ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p>

<p>ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164239">https://www.thaigov.go.th/th/news/164239</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519df55266d3aeaca74be70919b5d43424b161730.jpg' type='image/jpg' length='75098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504553</link>
<guid isPermaLink="false">1c40d642669bf7fe1001664be38900c7</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ</h3>

<p>วันนี้ (19 พ.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ</p>

<p>โดยเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้&nbsp;</p>

<p>1.&nbsp; สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์&nbsp;</p>

<p>- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน</p>

<p>- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน</p>

<p>2. สาขาช่างเชื่อมมิก&nbsp;</p>

<p>- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน</p>

<p>- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน</p>

<p>3.&nbsp;สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)&nbsp;</p>

<p>- อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน</p>

<p>4.&nbsp; สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม</p>

<p>-&nbsp;อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน</p>

<p>ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164236">https://www.thaigov.go.th/th/news/164236</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605196deb81935342003de9c929c700adc437161700.jpg' type='image/jpg' length='71125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบการให้การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504551</link>
<guid isPermaLink="false">b4ea9c9add1e2a85ebf87825c8c6a241</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ<br />
การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่อห้ามสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงที่เป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล โดยการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 12 &ndash; 17 มิถุนายน 2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ที่มีมติรับรองพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 1A ของความตกลง WTO (Multilateral Agreements on Trade in Goods) พิธีสารดังกล่าว โดยความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ) โดยความตกลงฯ จะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น และจะบังคับใช้กับสมาชิกที่ให้การยอมรับหลังจากความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้วทันที ซึ่งปัจจุบันความตกลงฯ มีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม WTO และสมาชิกที่ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้วได้ผลักดันให้สมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการภายในเพื่อสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ</p>

<p>&ldquo;ความตกลงฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและประเทศไทยจะปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกโดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงฯ จะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความตกลงฯ ไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การกำจัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลงฯ เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164235">https://www.thaigov.go.th/th/news/164235</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519c0e5b006cefa7bec00c8f68be97f8be9161545.jpg' type='image/jpg' length='76689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ของกองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ในราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2568-2573)]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504501</link>
<guid isPermaLink="false">7cd80cc0aee81fafac2f49d2ad8674ef</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 15:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (สิงคโปร์) ว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ของกองทัพสิงคโปร์ในราชอาณาจักรไทย (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore on the Participation of Singapore Armed &nbsp;Forces in Cobra Gold Exercise in the Kingdom of Thailand) (พ.ศ. 2568-2573) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้ กระทรวงกลาโหมพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม รวมทั้ง ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ &nbsp;จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กองทัพไทยและกองทัพสิงคโปร์ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายในการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ (เป็นการฝึกร่วม/ผสมระดับพหุภาคีในการส่งเสริมด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพ และมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ของทุกปี) ซึ่งที่ผ่านมากองทัพสิงคโปร์ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการฝึกในไทยเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้เสนอร่างบันทึกความเข้าใจฯ (พ.ศ.2568-2573) มีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดเงื่อนไข ข้อกำหนด และคำแนะนำสำหรับกำลังพล รัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ในระหว่างการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ในไทย<br />
&nbsp;<br />
สำหรับประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี &nbsp;รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์จากสิงคโปร์ &nbsp; &nbsp;ทั้งในด้านการเมือง ด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจในอนาคต</p>

<p>ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164234">https://www.thaigov.go.th/th/news/164234</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/2026051971a36aa4de3026c6937fef997519fa7e152259.jpg' type='image/jpg' length='76689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รองปลัด มท. ฝ่ายความมั่นคง "ภาสกร บุญญลักษม์" นำระดมความคิดถกแนวทางเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ย้ำ "มิติเศรษฐกิจและความมั่นคงต้องสมดุลกัน"]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504452</link>
<guid isPermaLink="false">7e7dfbd4b9198a3fa9b0e7626e3eb6bd</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 14:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (19 พ.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น ถ.รัตนาธิเบศร์ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี&nbsp;<strong>นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน</strong><strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดและมอบแนวทางการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ประจำปี 2569</strong>&nbsp;โดยมี นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน นางสาวอรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานระดับสำนัก กอง ศูนย์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนระดับจังหวัดของสำนักงานจังหวัดและที่ทำการปกครองจังหวัด 31 จังหวัดชายแดน และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงชายแดน อาทิ กระทรวงกลาโหม กรมศุลกากร กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมเอเชียตะวันออก กรมประชาสัมพันธ์ รวมกว่า 150 คน เข้าร่วม</p>

<p><strong>นายภาสกร บุญญลักษม์ กล่าวว่า</strong>&nbsp;การขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ การค้า และสังคม เช่น&nbsp;<strong>&quot;มิติเศรษฐกิจ&quot;</strong>&nbsp;ในพื้นที่ภาคเหนือ เราติดกับจีนตอนใต้ เราจึงต้องมองไปถึงการค้าและการลงทุนที่จะทำให้ส่งผลดีทางเศรษฐกิจ ทั้งสินค้าเกษตร และสินค้าอื่น ๆ เราต้องไม่มองเพียงแค่ชายแดนเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าเท่านั้น ในส่วน<strong>&nbsp;&quot;มิติด้านความมั่นคง&quot;</strong>&nbsp;ยกตัวอย่าง &quot;ปัญหายาเสพติด&quot; ซึ่งที่ผ่านมาเราขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด แต่ไม่เห็นเราเคยชนะเลย เพราะงานไม่เคยลดเลย ผู้ต้องหาในเรือนจำเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 70-80% มีคนเสพยาเต็มบ้านเต็มเมือง ราคายาเสพติดลดลงจากเม็ดละ 300-400 บาท กลายเป็น 17 บาท สะท้อนว่า ตราบใดก็ตาม ถ้าเราไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาซึ่งมันถูกนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตอนเหนือ นี่คือ รากเหง้าของปัญหา ถ้าเราไม่สกัดกั้นให้เด็ดขาด เราจะทำงานอย่างไม่มีวันจบสิ้น และความร่วมมือของชุมชน ตลอดจนคนในครอบครัว ต้องมีความเข้มแข็ง รวมถึงเรื่องฐานสแกมเมอร์ ที่พวกเราได้ร่วมกันปราบปรามอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาจนกระทั่งบรรเทาเบาบางลง แต่ก็ยังพบว่ามีบางส่วนยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชน เราจึงต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศตามแนวชายแดนด้วยหนังสือผ่านแดน (Border Pass) เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจน สามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้</p>

<p><strong>นายภาสกร ได้เน้นย้ำถึง</strong><strong>&nbsp;&quot;การประชุมศูนย์สั่งการชายแดน&quot;</strong>&nbsp;ที่ต้องมีการประชุมทุกเดือน โดยในระดับนโยบาย ขณะนี้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดน ด้วยการจัดตั้ง ศบค.ชด. ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธาน โดนในส่วนของกระทรวงมหาดไทยก็จะมีการจัดตั้ง ศบค.ชด.มท. เป็นศูนย์อำนวยการของกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ 31 จังหวัดชายแดน ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ การเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง การค้าขาย เพราะงานชายแดนมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงต้องสมดุลกัน</p>

<p><strong>นายภาสกร กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong>&nbsp;ทุกการสัมมนาล้วนเป็นประโยชน์ทั้งหมด แต่ต้องไม่เป็นลักษณะ One-way Communication ที่ผู้มาสัมมนาฟังอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเวทีแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เต็มไปด้วยการยกปัญหาและตอบแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อจะได้เป็นวิทยาทานให้กับจังหวัดอื่น ๆ ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสะท้อนมุมมอง หาแนวทางเพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพราะพื้นที่ชายแดนทั้ง 4 ภาค มีหลักเหมือนกัน แตกต่างเพียงเรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว</p>

<p><strong>&quot;</strong><strong>งานความมั่นคงที่อยู่ในมือท่านทุกคน เป็นงานที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่าปล่อยผ่าน อย่ามองว่าไม่ใช่หน้าที่ เพราะการรักษาความสงบเรียบร้อย การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ความรู้สึกของประชาชนเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน</strong>&nbsp;แม้ว่า สำนักงานจังหวัด ไม่ได้มีหน้าที่ต้องลงไปพบปะประชาชนโดยตรง เพราะมีที่ทำการปกครองจังหวัด ที่ทำการปกครองอำเภอ อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด แต่ สำนักงานจังหวัด รวมถึงสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (ส่วนกลาง) เป็นหน่วยนโยบายที่ทุกองคาพยพล้วนมีผลต่อการทำงานของทุกส่วน เป็นหน่วยฟังก์ชันที่จะส่งผลให้งานชายแดนและงานพื้นที่เกิดประสิทธิภาพ และเกิดมรรคผลสูงสุดนั่นคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน<strong>&quot;</strong></p>

<p><strong>นายภาสกร</strong>&nbsp;<strong>ยังได้กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การดำเนินงานด้านความมั่นคง ซึ่งจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล</strong>&nbsp;<strong>โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน</strong>รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวม 9 ประเด็น ซึ่งมีประเด็น &quot;การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง&quot; เป็นหนึ่งในประเด็นการ Workshop ดังกล่าวด้วย</p>

<p><strong>สำหรับโครงการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ประจำปี 2569 มุ่งเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบ (System Capacity) และยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายใหม่อย่างเป็นรูปธรรม</strong>&nbsp;ด้วยการยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ควบคู่พัฒนากลไกการประสานงานระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และหน่วยงานด้านความมั่นคงให้มีเอกภาพ อาทิ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วย ความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 - 2575) การถอดบทเรียนการสื่อสารในสภาวะวิกฤติ และแนวทางการดำเนินการต่อต้านข่าวปลอม การสร้างความเข้าใจกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา รวมทั้งแนวทางการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการระดมความเห็นจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างจังหวัดชายแดน นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164232">https://www.thaigov.go.th/th/news/164232</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/20260519d81089a1cf5bd04ac0307bb086716ed0142436.jpg' type='image/jpg' length='124910' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง” ศธ. ส่งพลังอาชีวะลงพื้นที่ทั่วประเทศ มิ.ย. นี้ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย]]></title>
<link>https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504440</link>
<guid isPermaLink="false">41b9b68342677924ddde4d8836fbca29</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><strong>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงข่าวกิจกรรมใหญ่ &ldquo;OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง&rdquo; โดยมีนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ.</strong></h3>

<p>&nbsp;</p>

<p>วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงข่าวกิจกรรมใหญ่ &ldquo;OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง&rdquo; โดยมีนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ. นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธ์ุ โฆษกประจำกระทรวง และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เข้าร่วม ณ ห้องโถงชั้น 1 หน้าพิพิธภัณฑ์การศึกษา อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ</p>

<p>รมว.ศธ. กล่าวว่า วิสัยทัศน์สำคัญของกระทรวงคือการเปลี่ยนภาพอาชีวศึกษาจาก &ldquo;ทางเลือก&rdquo; ให้กลายเป็น &ldquo;เส้นทางแห่งความสำเร็จ&rdquo; โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนผู้เรียนอาชีวะให้เท่ากับสายสามัญในอัตรา 50:50 เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนภายใต้หลักการ &ldquo;ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ&rdquo; เน้นให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน สะสมคุณวุฒิผ่านระบบ Credit Bank ได้อย่างยืดหยุ่น และเร่งปรับหลักสูตรรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล AI และหุ่นยนต์ โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลี ที่ช่างอาชีพมีรายได้สูงกว่าสายวิชาการในหลายสาขา เป็นแบบอย่างที่ไทยควรมุ่งไปถึง</p>

<p>&ldquo;สำหรับ 4 ภารกิจหลักของกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ &ldquo;อาชีวะอาสาช่วยประชาชนลดค่าไฟ&rdquo; บริการตรวจเช็ค ล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี &ldquo;อาชีวะอาสาลดควันลดฝุ่น&rdquo; ตรวจสภาพรถยนต์ลดควันดำ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ และติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในชุมชน &ldquo;อาชีวะอาสาสร้างอาชีพ ยกระดับชุมชน&rdquo; จัดอบรมวิชาชีพระยะสั้นและทักษะอาชีพใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ และ &ldquo;อาชีวะอาสาพี่ช่วยน้อง&rdquo; ลงพื้นที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนที่ขาดแคลน พร้อมถ่ายทอดทักษะอาชีพพื้นฐานให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา&rdquo; รมว.ศธ.กล่าว</p>

<p>ด้านนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้นำนโยบายมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด &ldquo;3 ลด รับมือวิกฤตพลังงาน&rdquo; ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Learn to Earn เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะแห่งอนาคตและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพจริง</p>

<p>กิจกรรมดังกล่าวจะดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 (1 - 30 มิ.ย. 2569) โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 19 - 31 พฤษภาคม 2569 ผ่าน Line Official Account @vecrsa หรือสมัครโดยตรง ณ สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ทุกแห่งทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiokhonkaen985.prd.go.th/th/file/get/file/202605191d57b8193d4530663f03fdec43c3626c133803.jpg' type='image/jpg' length='141578' />
</item>
</channel>
</rss>
